Friday, December 18, 2009

กอดอาสา


“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที
กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน
อยากจะกอดเธอไว้ ให้หัวใจฉันเคียงข้างเธอ
กอดเธอแบบเพลินๆ ไม่คิดล่วงเกิน แค่พออุ่นใจ
โลกเราวันนี้สับสนเหลือเกินฉันเลยเป็นห่วง เห็นเธอเหนื่อยล้าเลยคิดว่าดีถ้าเรากอดกัน”

บทเพลงที่คุ้นหูใครหลายๆคนของศิลปินวงทีโบนที่เราได้ยินวันนี้ ทำให้เรานึกถึงแคมเปญ“Free Hugs”ที่เคยสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อสองปีก่อน ด้วยความคิดน่ารักๆของคุณฮวน มานน์ (Juan Mann) ที่อยากจะแจกอ้อมอกอุ่นๆของตัวเองให้คนแปลกหน้าได้แอบอิง ทำให้การก่อกำเนิดของ “Free Hugs” เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว
คุณฮวน มานน์เคยอาศัยอยู่ในลอนดอน จนกระทั่งวันนึงเค้าจำต้องกลับบ้านเกิดที่ซิดนีย์ โดยที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบและโลกซึ่งเต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีใครคอยต้อนรับ ไม่มีที่ๆเค้าสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "บ้าน" ราวกับว่าเค้าเป็นแค่นักท่องเที่ยวในบ้านเกิดของตัวเอง ขณะที่ฮวนยืนอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้า เค้าได้เห็นผู้โดยสารคนอื่นๆ มีเพื่อน มีญาติ มีครอบครัวมารอรับ

ที่นั่น..เต็มไปด้วยอ้อมกอด

ที่นั่น..เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ณ ตอนนั้น สิ่งเดียวที่เค้าต้องการมากที่สุดคือ... ”รอยยิ้มและอ้อมกอดจากใครสักคนที่รอการกลับมาของเค้า”

ทำให้คุณฮวณเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง เค้าหาแผ่นกระดาษแข็งเอามาทำเป็นป้าย แล้วก็ตรงไปยังย่านที่มีคนเดินพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง ถือป้ายที่เค้าทำขึ้นเอง บนป้ายทั้งสองด้านเขียนไว้ว่า “FREE HUGS” โดยส่วนตัวแล้วเราชอบแคมเปญนี้เอามากๆ เราเป็นคนนึงล่ะที่ชอบการกอด เราว่ากอดมันสามารถสื่ออะไรได้หลายๆอย่าง ยามที่เรากอดเราจะสามารถสัมผัสความรู้สึกของกันและกันได้ โดยที่เราไม่ต้องปริปากเอื้อนเอ่ยวาจากันเลยสักนิด แคมเปญนี้ทำให้เราเกิดคำถามกับตัวเองและอยากจะถามใครหลายๆคน
เคยรู้สึกบ้างมั้ยว่า... ในยุคที่เรียกว่าการสื่อสารไร้พรมแดน ทว่าทำไมการติดต่อกับสังคมหรือคนรอบข้างกลับถูกตัดขาด เรากลับคิดว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกินที่จะหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนพูดคุยหรือรับฟัง ใครสักคน...ที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือบนจอสี่เหลี่ยมที่เราเรียกมันว่า “คอมพิวเตอร์” อันกลายเป็นปัจจัยที่ห้าในชีวิตของมนุษย์โลกยุคดิจิตอลไปแล้ว ในบางเวลาคำพูดก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลยในการสื่อสาร แค่สัมผัสเบาๆแต่ทรงพลังที่เรียกว่า”กอด” อาจจะสื่อความหมายได้มากมายกว่าคำพูดสวยหรูที่คนเราบรรจงสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาซะอีก


พูดได้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเบื่อโลกดิจิตอล เบื่อไอ้การพูดคุยทางตัวหนังสือผ่านจอสี่เหลี่ยม ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยรับมันเข้ามาเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิตเหมือนคนอื่นๆในชนิดที่เรียกว่าขาดแทบไม่ได้ เพื่อนเก่าเราคนหนึ่งเรียกอาการของเราว่า ภาวะจำศีล ซึ่งเราจะมักจำศีลอยู่เป็นพักๆ โดยการหายหน้าหายตาไปจากเพื่อนฝูง การติดต่อเราในช่วงนี้จะยากเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่ชนิดที่ตามมาลากคอกันถึงบ้านก็คงไม่ได้เจอเป็นแน่ ซึ่งเพื่อนๆก็ชินกับการจำศีลของเราแล้ว จึงไม่คอยตามไถ่ถามเหมือนกับตอนแรกๆ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวเราก็กลับไปเอง ภาวะจำศีลของเรา มันอาจดูคล้ายๆกับว่าเราต้องการที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง โดยการสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาเป็นกำแพงเพื่อที่จะปิดกลั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่ลึกๆแล้วเรารู้สึกว่าเรากำลังเหงา เหงาแต่ไม่ต้องการพูด ไม่ต้องการการสื่อสารใดๆ ต้องการก็เพียงแต่สัมผัสเบาๆจากอ้อมกอดของใครบางคนที่จะมาปลอบประโลมหัวใจให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้งเท่านั้นเอง....







**เรารักที่จะกอด แต่จะให้เราไปอ้าแขนเชื้อเชิญคนแปลกหน้าให้มาซุกอยู่ในอ้อมอกแบบคุณฮวน ก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน กอดของเราไม่ขอใช้พร่ำเพรื่อ เราจะขอเก็บกอดของเราไว้ให้เฉพาะคนที่เรารักดีกว่า มันจะได้สื่อความรู้สึกกันแบบเน้นๆกันไปเลย ประมาณว่ากอดนี้...เพื่อเธอ อะไรทำนองนั้น (รู้สึกเน่าๆเสี่ยวๆยังไงชอบกล...แต่บางครั้งฟังอะไรเน่าๆแบบนี้มันก็ทำให้หัวใจพองโตได้นะเออ)

***อ่านเรื่องเต็มๆของ Free Hugs ได้ที่นี่
FREE HUGS

Monday, December 7, 2009

ลายรักอักษร

ช่วงนี้ ไม่มีอะไรทำ ทำให้เราอ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม มันเป็นช่วงเวลาที่เราว่าเรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังสือทุกเล่มที่เราอ่านได้ดีจริงๆ หลังจากที่เราได้รับของขวัญวันเกิดเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือปกสีหวาน เนื้อหาสวยๆ “Love Letters of Great Men” ที่รวบรวมจดหมายรักของเหล่าสุภาพบุรุษคนดังในอดีตที่เขียนถึงหญิงผู้เป็นที่รัก ทำให้เราหลงรักเจ้าจดหมายรักเข้าอย่างจัง อ่านจบยังเกิดแรงถีบทำให้เราได้ไปหาหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจดหมายรักมาอ่านอีกหลายเล่ม อย่าง จดหมายรักยาขอบ - ยาขอบ เจ้าของหนังสือผู้ชนะสิบทิศ ยาขอบวัย 32 เขียนจดหมายรักถึงพนิดา นักเรียนการประพันธ์สาววัย 20 ในขณะที่ตัวเองก็มีเมียอยู่แล้วถึง 4คน จดหมายรักของยาขอบนั้นช่างหวานนัก ไม่เสียชื่อกวีเอก ภาษาสวยๆที่ใช้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์หวานแต่มันก็เป็นความหวานปนห่ามนิดๆตามแบบผู้ชาย อีกเล่มนึงก็คือ กล่องไปรษณีย์สีแดง – คุณอภิชาติ เพชรลีลา หรือที่หลายๆคนรู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง “เพื่อนสนิท” อ่านเล่มนี้จบ เราพูดได้เต็มปากเลยว่า เราตกหลุมหลงรักไข่ย้อย ชายหนุ่มที่มีกลิ่นอายของธรรมชาติ ภูเขา ทะเล ต้นไม้ คนนี้เข้าอย่างจัง ไข่ย้อยเป็นหนุ่มที่มีอารมณ์โรแมนติกเหลือหลาย จดหมายรักที่ไข่ย้อยเขียนถึงดากานดาในความรู้สึกของเรามันช่างอ่อนหวาน ละเมียดละไมยิ่งนัก ไอ้เจ้าความรู้สึกที่ได้รับจดหมายรักนี่มันช่างดีจริงๆ ถึงแม้จะเป็นข้อความสั้นๆไม่กี่บรรทัด แต่ในความรู้สึกเรามันช่างหวานจับใจ ชวนให้อ่านซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้เบื่อ ด้วยแรงถีบของไข่ย้อย ทำให้เราเกิดอาการอยากจะเขียนจดหมายรักซักฉบับ มันยากก็อิตอนเริ่มนี่แหละ ที่เราไม่รู้ว่าจะเริ่มเขียนยังไงดี เพราะเรากลัวว่าจะถ่ายทอดอารมณ์รักผ่านจดหมายไปได้ไม่หมด แต่พอได้เริ่มเขียนเรากลับได้คำตอบให้กับตัวเราเองว่า เขียนไปตามความรู้สึกนั่นแหละดีที่สุด และสิ่งนึงที่เราชอบที่สุดก็คือ เราชอบตัวเราตอนที่กำลังเขียนจดหมายจัง เพราะตอนนั้นเรารู้สึกว่าตัวเราอ่อนโยนและอ่อนหวานต่อความรักเป็นที่สุด